“โดยส่วนตัวแล้ว เราชอบบทที่เกี่ยวกับผู้หญิงสมัยก่อน สนใจว่าเขาจะเป็นยังไง เพราะเทียบกับบริบทในหนังตอนนั้น เราก็ยังเด็กอยู่ ตัวละครแหม่ม ตรงข้ามกับเราโดยสิ้นเชิง จึงต้องพยายามทำความเข้าใจกับตัวละครตัวนี้ โดยเฉพาะวิธีการพูดน้อย ๆ ของเธอ
การทำงานโดยหลักแล้วจึงเป็นการพูดคุยกับ เก่ง-จักรวาล ผู้กำกับ เขาก็จะชวนเราตั้งคำถาม ตีความแหม่มว่าเป็นคนแบบไหน แล้วเอาความคิดนั้นมาทำงานร่วมกัน อย่างฉากที่ต้องดูแลสามีซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียง เราก็ได้ไปลองทำดูในเนอสเซอรี่คนแก่จริงๆ
เราอาจจะมีประสบการณ์ใกล้เคียงแหม่มบ้าง เช่น สมัยก่อนเราเคยเป็นนางแบบเดินแบบ แล้วโดนผู้ชายกระชากเสื้อ ก็ต้องทำหน้านิ่งใส่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วตัวเราค่อนข้างต่างจากแหม่มมาก เราเป็นคนที่เลือกทางเดินด้วยตัวเองมาตลอด เป็นคนที่มั่นใจในตัวเองค่อนข้างสูง เราไม่ชอบผู้ชายมียศมีศักดิ์ และชอบคนที่ให้เกียรติเรามากกว่า
แต่เมื่อมองภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว เรานึกถึงจุดเปลี่ยนที่สุดในชีวิตตอนหนึ่งคือช่วงที่เราเป็นมะเร็ง ตอนนั้นตกใจ แต่เราก็ก้าวข้ามมาได้ เราก็บอกตัวเองว่าห้ามตาย จนถึงตอนนี้ผ่านมา 20 ปีแล้วก็ยังมีชีวิตอยู่ ถึงแม้ตัวละครจะต่างจากเรา แต่ที่สุดแล้วคือเรามองตัวละครคนนี้ด้วยความเห็นใจ เพราะเราเองก็มีเพื่อนที่มีสามีแย่ๆ และอยู่กันมา แต่เขาทนได้ ซึ่งเราก็เข้าใจและไม่ก้าวก่ายเขา ส่วนเราก็ยังเหมือนเดิม
ส่วนที่ต้องขอบคุณก็คงเป็น พี่เปี๊ยก เพ็ญศรี ครูสอนการแสดงคนแรกของเรา เพราะเราดึงทักษะที่เขาสอน มาใช้กับหนังเรื่องนี้”
– บี๋ เทวีรัตน์


