“เรามีความสนใจในเรื่องของคนเสมอ บทแหม่มก็เป็นอีกหนึ่งตัวละครที่เราไม่ได้นิยามว่าเราต้องเป็นแบบนั้น แต่ไม่ว่าจะรู้สึกว่าตัวละครห่างไกลจากความเป็นตัวเองแค่ไหน เมื่อได้ลองทำความเข้าใจก็จะค้นพบจุดร่วมระหว่างตัวเราและตัวละครเสมอ
ส่วนที่ทำให้เรารู้สึกมีประสบการณ์ร่วมกับแหม่มมากสุดคงเป็นเรื่องความเป็นคนชายขอบของแหม่ม ความฝันเล็กๆ จางๆ ของผู้หญิงคนนี้ดูไร้ซึ่งความสำคัญกับโลกใบนี้ เธอเป็นคนอื่นและอยู่นอกจุดยืนประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่กำลังคุกรุ่น ซึ่งพอหนังเลือกที่จะย้ายจุดโฟกัสมาที่เรื่องของแหม่มซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ฉบับเล็กๆ ตรงนี้เลยเป็นอีกจุดที่ทำให้เรายิ่งถูกดึงดูดเข้าหาแหม่ม
สำหรับเรา แหม่มเป็นคนกล้าหาญ เหมือนเขามาอยู่ในจุดที่เข้าใจทุกอย่างแล้ว เขากล้าพอที่จะยอมรับผลการกระทำใดๆ ก็ตามที่อาจจะไม่ได้เกิดมาจากเขาทั้งหมด และยังยืนหยัดมากพอที่จะยอมรับความผิดพลาด การจากลา และการปลดเปลื้องตัวเองให้ได้โอบรับความต้องการภายใน รวมถึงพันธะทางความรู้สึกในช่วงเวลาสุดท้ายของตัวเอง
สุดท้ายแล้วแหม่มก็ยังเป็นตัวละครที่วนเวียนอยู่กับเรา ให้ได้นึกถึงว่าในตอนที่อ่านบทเรารู้สึกกับเขาอย่างไร เราต้องจูนเข้าหาเขาแบบไหน หรือแม้แต่ตอนที่เราเป็นผู้ชมเรารู้สึกอย่างไร มันมีสิ่งที่ทำให้เราได้กลับไปทบทวนตลอด ตัวเราอาจจะบอกได้ไม่ชัดว่ามีมุมมองอะไรในชีวิตที่เปลี่ยนไปบ้างหลังจากดูหนังเรื่องนี้ แต่เราก็ได้เรียนรู้อะไรเยอะมากจากคนหลายๆ คน จากการที่เราได้มีโอกาสมาทำสิ่งนี้ และยังขอบคุณชีวิตที่อุตส่าห์ได้โคจรมาพบกับทุกคน”


