บทสนทนาพิเศษกับ ลี ชาตะเมธีกุล นักลำดับภาพภาพยนตร์ผู้คร่ำหวอดและคลุกคลีอยู่ในวงการภาพยนตร์กว่า 20 ปี ทั้งการทำงานกับภาพยนตร์ไทยและนานาชาติ การสนทนาครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นเรื่องของการลำดับภาพให้ภาพยนตร์ Taste ‘สวรรค์กำซาบ’ แต่รวมถึงสายตาที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลง พัฒนาการ และประสบการณ์การร่วมงานกับโปรเจกต์ภาพยนตร์ที่ร่วมสร้างระหว่างหลายประเทศด้วย

CommonMove: รู้จักและเข้าร่วมโปรเจกต์นี้ได้ยังไง
Lee: เริ่มจากเหว่ยเจี๋ยชวนอยากให้ไปร่วมโปรเจกต์ แล้วก็ส่งหนังสั้นของเลอ บาวมาให้ดู บอกว่ากำลังจะทำหนังของคนนี้นะ คุยตั้งแต่เนิ่น ๆ เลย ตอนนั้นยังหาทุนอยู่เลย ก็พูดว่า เออ จะทำเรื่องนี้นะ อยากให้ตัด อะไรประมาณนี้
CommonMove: ตอนดูหนังสั้นของเลอ บาว รู้สึกยังไงบ้าง
Lee: ไม่ได้อินกับมันขนาดนั้น แต่ว่าเป็นอะไรที่ไม่เคยเห็น คือไว้ใจเหว่ยเจี๋ย แล้วก็รู้สึกว่าถ้าเขามั่นใจในตัวโปรเจกต์ เราก็มั่นใจในตัวเขา แล้วพออ่านบทตอนหลังก็รู้สึกว่ามันเวิร์กดี ยิ่งตอนเห็นฟุตเทจมันก็ยิ่ง อ๋อ โอเค ภาพมันก็ชัดว่าจะเป็นหนังที่ดีได้
CommonMove: ได้คุยกับเลอ บาวบ้างไหม ตั้งแต่ตอนเข้าร่วมโปรเจกต์หรือตอนที่ได้รับฟุตเทจ
Lee: ไม่ได้คุยกันเยอะขนาดนั้น มีคุยตอนก่อนจะเริ่มโปรเจกต์ คอลกันเพราะเลอ บาวเขาอยู่เวียดนาม ก็เลยวิดีโอคอลกัน ก็คุยกันนิดหน่อย ทำความรู้จักกัน เห็นหน้ากัน เราก็รู้สึกว่าเขาเป็นคนที่น่าทำงานด้วย
ตอนถ่ายก็ไม่ได้คุยกันเท่าไหร่ จนได้ฟุตเทจแล้วเริ่มตัด ช่วงแรกก็ส่งคัตติ้งไปให้ดูแล้วก็คอมเมนต์กันเบื้องต้น แล้วหลังจากนั้นก็ให้เขาบินมาทำงานด้วยกันที่ไทยพร้อมเหว่ยเจี๋ย นั่งดูคัตติ้งดูฟุตเทจ คุยกัน แล้วก็ลองปรับด้วยกัน ลองเอาบางอย่างออก ลองสลับซีน

CommonMove: ตอนเห็นฟุตเทจ รู้สึกยังไงบ้าง
Lee: ตอนแรกก็ยังมองภาพไม่ค่อยชัดเหมือนกัน เพราะว่าตัวฟุตเทจมันถูกถ่ายมาในเทคที่ค่อนข้างยาว เราก็เลยไม่รู้ว่าสไตล์ที่เขามองมันเป็นแบบเป็นเทคยาว เป็นช็อต ๆ หรือเป็นการตัดสลับหรือเลือกช่วงยังไง ก็เลยต้องคุยกันเยอะนิดหน่อย แล้วตอนหลังก็เข้าใจว่าจริง ๆ เขาไม่ได้ถ่ายไว้ยาวเพื่อที่จะใช้ทั้งหมด แต่เราต้องเลือกช่วงอีกทีนึงว่าช่วงไหนมันสื่อสารกับเนื้อหาของตัวหนังหรือกับคนดูได้ดีที่สุด
CommonMove: เลอ บาวเคยให้สัมภาษณ์ว่า ส่วนหนึ่งของหนังคือการพยายามลดทอนให้เหลือเท่าที่จำเป็นกับชีวิต ได้ทำงานกับคอนเซปต์นี้ยังไงบ้าง
Lee: ตอบยากเหมือนกัน เพราะเวลาตัดหนังกับผู้กำกับ เราจะไม่ค่อยคุยกันเชิงธีมใหญ่ จะเป็นลักษณะว่าบทเป็นยังไง ซีนไหนเวิร์กไม่เวิร์ก ยึดจากตัวละครหรือการดำเนินเรื่อง จะคุยกันว่าพอดูแล้วตรงไหนที่มันงง หรือทำให้ไม่เข้าใจ หรือโทนของมันจะเป็นยังไง การไปถึงบ้านกลางเรื่องจะไปยังไง ควรจะเห็นก่อนหน้านั้นยังไง หรือว่าจะเล่าเรื่องของตัวละครผู้หญิงแต่ละคนกับตัวบาสลีย์นี่จะเล่าเบื้องหลังเขามากน้อยแค่ไหน
ผมว่าจริง ๆ พอมาฟังที่เลอ บาวให้สัมภาษณ์แล้วก็น่าสนใจ เพราะว่าจริง ๆ ตอนที่ตัดไม่ได้คุยกันเชิงนี้ แต่ถ้ามาย้อนคิด คอมเมนต์ที่เลอ บาวให้ตอนคัตติ้งแรก ๆ ก็เพื่อไปหาจุดนั้นแหละ แต่เขาจะไม่ได้มีเป้าหมายในหัว จะเป็นการคุยที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรมมากกว่า
CommonMove: ถ้าเทียบกับในคัตติ้งแรกที่ปรากฏเทคโนโลยีในหนังมาก เช่น คอมพิวเตอร์ เครื่องจักรต่าง ๆ หรือแม้แต่ภายนอก รอบ ๆ บ้าน แปลว่าไม่จำเป็นต้องเห็นสิ่งเหล่านี้ก็ได้ใช่ไหม
Lee: ตอนที่เอาบางอย่างออกคงไม่ได้คิดถึงเมสเสจในเชิงนั้นเท่าไหร่ อย่างเช่นคอมพิวเตอร์ อาจจะไม่ได้เอาออกด้วยเหตุผลนั้น แต่ว่าเอาออกเพราะรู้สึกว่าเราเล่าเรื่องลูกชายแค่นี้ก็พอแล้ว คนแค่ต้องเข้าใจว่าเขามีลูกชายแล้วเขาทำงานเพื่อลูกชาย มันเป็นเรื่องของ Narrative มากกว่า การที่ตัดสินใจว่าจะเก็บหรือไม่เก็บอะไร

CommonMove: พอพูดคำว่า Narrative คนดูก็จะงงว่าจะหา Narrative ยังไงจากหนังแบบนี้
Lee: คือ Narrative ก็ง่ายมาก ก็เป็นบาสลีย์ขาหัก ตกงาน ก็เลยไปหารายได้เสริมด้วยการทำงานด่วนตามที่ต่าง ๆ ในเมือง แล้วก็เจอผู้หญิงเหล่านี้ เสร็จแล้วก็มีคนที่ป่วย ก็เลยรวมตัวกันในบ้านเพื่อที่จะใช้เวลากินอยู่ด้วยกันให้มีความสุข แล้วสุดท้ายก็แยกย้ายกันไปสู่ชีวิตจริง
ผมว่า Narrative มันก็แค่นั้น ก็ต้องเล่าให้ตรงนั้นมันเข้าใจประมาณนึง ไม่ใช่เข้าใจประมาณนึง แต่ว่าแค่ให้คนดูเห็นว่านี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ก็มีซีนอื่นที่อยู่รอบข้าง แล้วมันก็จะทำให้หนังยาวขึ้นด้วย มีซีนที่ใส่เข้าไปได้เยอะกว่านี้ แต่ว่าไม่รู้สิ สิ่งที่คิดว่าเน้นคือเรื่องของความสัมพันธ์ของบาสลีย์กับผู้หญิงแต่ละคน แล้วก็การที่เขาต้องใช้ร่างกายเพื่อแลกกับการใช้ชีวิตทุกวัน หรือกับเงิน ไม่ว่าจะเป็นนักบอล หรือว่าไปนวด แม้กระทั่งเข้าไปอยู่ในบ้านแล้วบาสลีย์ก็เป็นแรงงานหลักในการทำหลายอย่าง
มันก็เป็นเรื่องของสภาวะของแรงงานของตัวละครแต่ละคน เป็นโมเมนต์เล็ก ๆ ที่เขาสามารถหลุดออกจากความลำบากของชีวิตประจำวันได้ มาเอนจอย มานอน มานั่งกิน อาบน้ำ ดูทีวี เหมือน Staycation ผมว่า เหมือนเราไปอยู่โรงแรมในกรุงเทพ คล้าย ๆ กัน แค่ไม่ใช่โรงแรมที่หรูอะไรขนาดนั้น แต่ก็เป็นจุดที่เขาพัก ไม่ต้องทำงาน

CommonMove: ที่ตัดและประกอบขึ้นมา มันเกิดจากไอเดียที่คุยกับเลอ บาวว่ามันไม่มีธีมใหญ่ หรือเป็นความเห็นความรู้สึกตอนที่ตัดเสร็จแล้วมาดูใหม่อีกรอบ
Lee: เป็นแบบนั้นมากกว่า พอเราดูเสร็จเราก็คิดแบบนั้น ตอนตัดก็คิดอยู่ แต่ไม่ได้คุยกันว่าจะเอาซีนนี้มาไว้ตรงนี้เพื่อที่จะเล่าแบบนี้ คิดว่าหลาย ๆ ซีนที่เอาออกเป็นซีนรอยต่อที่จะทำให้มีความต่อเนื่องมากขึ้น
แต่อย่างที่บอกว่าพอเราตัดจากที่คุยกันเรื่องบอลลูน แล้วก็ขัดบ้าน แล้วก็ไปที่บ้าน มันจะหลุดจากโลก Narrative นิดนึง แต่ก็ยังอยู่ในโครงของเส้นทาง Narrative อยู่ อาจจะเหมือนเราไม่ต้องเห็นซีนอื่น เช่น ตอนขนย้ายเตียงจากบ้านหลังนึงไปบ้านหลังนี้ มันก็จะงงว่ามาจากไหนไปไหน จะทำให้เราตั้งคำถามมากกว่าที่จะช่วยในการดูหนัง ก็เลยพยายามจะให้อยู่กับการกระทำของตัวละคร
การทำกิจกรรมต่าง ๆ จนกว่าจะออกจากบ้านหลังนั้น จะเป็นจุดที่กด Pause ที่เขาหัวเราะใส่กล้องกันแล้วก็กลับมา ส่วนตัวเราจะคิดว่าพอกลับมาแล้ว เราก็ไม่รู้ว่าจริง ๆ ถ้าไม่ได้กลับไปที่บ้านอีกรอบ สิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านมันเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า หรือมันเป็นจินตนาการของบาสลีย์
CommonMove: ที่บอกว่าอยากให้อยู่กับการกระทำของตัวละครมากกว่า แล้วการกระทำต่าง ๆ ของตัวละครมันทำงานกับความรู้สึกยังไงบ้าง
Lee: อันนี้มาจากที่ดูหนังอีกรอบนึงเมื่อวันก่อน ดูแล้วก็รู้สึกว่ามันมีกลิ่นของหนังจากประเทศคอมมิวนิสต์ก็ว่าได้ อย่างเช่นหนังโซเวียตยุคต้น ๆ ก็จะเห็นภาพของแรงงานเยอะ การทำงานกับเครื่องจักรกล การเก็บเกี่ยวข้าว
เหมือนเลอ บาวเอาสไตล์การถ่ายทอดชีวิตของแรงงานมาประมาณนึง ตอนที่เราเห็นป้าคนนึงลับมีด มันก็จะเป็นภาพที่เรานึกถึงหนังแบบ Dziga Vertov แต่สุดท้ายมันจะมีความขยับไปสู่ความเป็นหนังฝรั่งเศสแนว New Wave หน่อย ๆ ที่ผจญภัยหลุดออกมาจากการทำงาน หรือแนว Neorealism ของอิตาลีที่เริ่มจากพื้นฐานความเป็น Marxism แต่ว่าก็จะเดินทางออกจากโรงงานหรือชีวิตประจำวันเข้าไปสู่ชีวิตที่แฟนตาซี อันนี้คือที่ดูวันก่อนแล้วรู้สึกค่อนข้างเยอะ

CommonMove: จำได้ว่าเคยคุยกับลีว่าคิดยังไงกับหนัง ตอนนั้นลีบอกว่าให้คิดถึงหนังแบบ Red Desert ของ Michelangelo Antonioni พอกลับไปคุยกับเหว่ยเจี๋ย เขาบอกว่าลีก็พูดถึงเรื่องนี้ เลยอยากรู้ว่าความรู้สึกว่ามันคือ Red Desert ที่แสดงภาพการไปใช้ชีวิตที่ใดที่หนึ่งในเวลาหนึ่ง มันเริ่มมาจากตอนไหน
Lee: จำไม่ได้เหมือนกัน อาจเป็นตอนคุยกับเหว่ยเจี๋ยก็ได้ แต่ว่าไม่ได้คุยกันลึกขนาดนั้น ส่วนตัวอาจจะชอบ Antonioni แล้วก็รู้สึกว่ามันมีกลิ่นของสิ่งนั้นอยู่ในนี้ แต่ก็เป็นอีกสไตล์ จริง ๆ ก็มีความคล้าย สุดเสน่หา เหมือนกันนะ คือการที่เขาออกไปปิกนิกกันกลางป่า ริมลำธาร ด้วยโครงสร้างมันอาจจะมีความคล้ายกัน
CommonMove: จากในหนังจะเห็นว่าสีในภาพรวมค่อนข้างคุมโทน มืด ๆ ทึม ๆ มีสีที่แตกต่างโดดเด่นออกมาแค่บางจุด มีส่วนมาจากการเลือกลำดับภาพยังไงไหม
Lee: ไม่ขนาดนั้น เรื่อง Production Design กับโทนสี เขาคุมมาดีแล้ว ไม่ได้คิดเรื่องสีเยอะมาก สีที่เห็นตอนสุดท้ายก็ค่อนข้างตรงกับที่เลอ บาวถ่ายมา มันเป็นสิ่งที่เขาน่าจะมองอยู่แล้ว สีที่เด่นก็จะมีสีแดงจากแตงโม หรือความส้มของดินนอกเมือง แล้วก็ความเหลืองของบ้าน ในบ้านจะมีความอบอุ่นขึ้นมาหน่อย
CommonMove: ตอนที่คุยกับเลอ บาว เขาบอกว่าพอบาสลีย์ออกไปนอกบ้านก็ถึงจะเห็นสีเขียว เพราะเขามองคนกลุ่มนี้เป็นเหมือนคลอโรฟิลล์ เลยอยากรู้ว่าไอเดียคลอโรฟิลล์นี้เคยคุยกันด้วยไหม มีผลกับการเลือกลำดับซีนให้ไม่เจอสีเขียวแล้วค่อยไปเจอตอนท้ายอะไรแบบนี้ไหม
Lee: ไม่ได้คุยกัน ทำงานกับเลอ บาวคล้ายทำงานกับพี่เจ้ย ไม่ค่อยคุยกันเชิงอะไรแบบนี้ จะคุยกันเรื่องอะไรที่ค่อนข้างธรรมดา จะตัดตรงไหนยังไง แต่รู้สึกว่าอาจเกิดขึ้นตอนเขาดูหนังหลังจากเสร็จแล้วก็ไปเชื่อมต่อแล้วคิดออกมาแบบนี้ได้ เพราะตัวคลอโรฟิลล์ก็คือพึ่งเคยได้ยินวันนี้ครั้งแรก
คือซีนบาสลีย์มันก็เป็นส่วนหนึ่งของซีนที่ใหญ่กว่าเพราะว่าเป็นซีนที่ป้าคนที่เลือดออกตรงหัวเข้าไปในป่าหรือกลับไปที่บ้านเพื่อที่จะจบชีวิต ไปกับยาย กับลูกสาว และบาสลีย์ แต่ว่าเราตัดตรงนั้นออก เลยไม่แน่ใจว่าส่วนที่เป็นคลอโรฟิลล์ที่เลอ บาวพูด อาจจะโยงกับตรงนั้นไปด้วยหรือเปล่า การที่สุดท้ายเราก็กลับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

CommonMove: ด้วยความที่เราไม่เคยได้ดูหนังที่มีมุมมองภาพแบบนี้ ตั้งแต่หนังสั้นจนถึงหนังยาว เลอ บาวก็มี Aesthetic แบบนี้ของเขา แล้วตอนที่สัมภาษณ์เขา เขาก็ไม่ได้อ้างอิงหนังต่างประเทศเลย เลยโยงไปถึงรายละเอียดฉากสลัมในไซง่อนที่มีป้าพายเรือ พอหนังมันช้าเลยเห็นรายละเอียดในบ้านแต่ละหลังว่ามีการตกแต่งประดับ ซึ่งตอนแรกเราไม่เห็นแต่มาเห็นเพราะลีเล่าให้ฟัง เลยอยากให้เล่าอีกครั้งหน่อย
Lee: มันอาจโยงไปถึงที่พูดเรื่องคลอโรฟิลล์ก็ได้ ตอนนั้นดูแล้วรู้สึกว่าอะไรที่มันเป็นสถานที่จริง แล้วอะไรที่สร้างขึ้นมา แล้วช็อตที่ว่าคือตอนที่พายเรือตรงคลอง แล้วเราก็จะเห็นบ้านที่เป็นสังกะสี แต่ละบ้านเราก็จะเห็นว่าเขาทำให้เป็นพื้นที่ที่อยู่ได้โดยการปลูกต้นไม้ มันอาจเป็นการที่เราไม่มีอะไร หรืออยู่ในฐานะที่ลำบาก
แต่สุดท้ายเราก็พยายามที่จะปรับให้มันสามารถอยู่ได้ เหมือนที่ไปขัดบ้านในหนังให้สะอาด การไปกวาดไปล้าง ไม่รู้ว่าเชื่อมโยงกับที่เขาพูดเรื่องคลอโรฟิลล์ที่มนุษย์เป็นใบไม้แล้วตัวบ้านเป็นรากไหม อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้
CommonMove: ย้อนไปที่คำว่า Staycation ตอนที่ตัดหนัง คอนเซปต์ของการพักผ่อน การหลีกหนี มีผลกับตอนตัดหนังไหม
Lee: รู้สึกว่ามันมีความ Radical ประมาณนึง เพราะว่าเราเองเห็นภาพว่าเขาไม่มีสิทธิ์ทำสิ่งนี้หรือเปล่า เห็นภาพแล้วรู้สึกว่าบทบาทของเขาในสังคมของตัวละครที่เราเห็น ที่แต่งตัวแบบนี้ อยู่ในสภาพแบบนี้ เหมือนสิ่งที่เราคิดว่าควรจะเป็นก็คือต้องทำงานหรือเห็นความยากลำบาก
การที่เขาออกมา Vacation แบบนี้มันไม่ใช่สิทธิ์เขา มันเป็นสิทธิ์ของชนชั้นกลาง คือ Luxury มันไม่ใช่สิ่งที่คนทำงานระดับล่างเขามีอยู่ในชีวิตประจำวัน ผมก็รู้สึกว่าความ Radical เป็นการที่เลอ บาวสร้างพื้นที่ให้ตัวละครพวกนี้ ในมุมนึงก็เป็นการท้าทายภาพจำที่เขาอาจจะมีจากตัวละครแบบนี้ เพราะถ้าเป็นหนังแบบ Realism หรือ Social Realism มันก็คือชีวิตรันทด ลำบาก อะไรต่ออะไร แต่ว่าจะไม่ได้เห็นจินตนาการ แฟนตาซี หรืออินเนอร์ของเขาอย่างที่เลอ บาวนำเสนอออกมาในหนัง

CommonMove: เวลาดูหนังเลอ บาว เราไม่รู้สึกว่ามันเป็นหนังที่กำลังพูดเรื่องสังคมการเมืองอย่างตรงไปตรงมา แล้วพอเราเอาสถานการณ์บ้านเมืองเรามาเทียบ จะเหมือนกับทุกคนพยายามบอกว่าเราต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาให้ได้มากที่สุด แต่หนังเลอ บาวไม่ใช่แบบนั้น ขณะเดียวกันก็ไม่เห็นว่าเขาพยายามจะทำเพื่อบอกใบ้เรื่องสังคมการเมืองให้ถูกขยายด้วย เลยนำมาสู่คำถามว่าคิดยังไงกับงานชิ้นนี้ ในฐานะคนทำหนังเองด้วย มีมิติอะไรที่รู้สึกว่ามันขยับเขยื้อน มีวิธีการของตัวเองที่แข็งแรงพอไหม
Lee: อาจจะตอบไม่ถูก มันน่าจะเป็นหน้าที่ของนักวิจารณ์หนังมากกว่า แต่รู้สึกว่าเขามีเอกลักษณ์ สิ่งที่ประทับใจที่สุดคือวันนั้นที่ไปกินข้าวกัน แล้วก็เห็นภาพสเกตช์ที่ถูกวาดก่อนเขียนบท เราประทับใจในงานภาพที่มันอยู่ในกระดาษก่อนหน้าที่จะถ่ายหลายปี สุดท้ายเขาก็บันทึกมันออกมาเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ แค่เราเห็นใบนั้นก็รู้เลยว่าหนังหรือวิธีการมองโลกของเขาเป็นแบบไหน มันเหมือนสุดท้ายเป็นสิ่งที่ Aesthetic ที่ชอบของเขา การที่เขาใช้สีที่มืดทึม สีน้ำเงิน สีน้ำตาล สีแดงเลือดหมู อะไรที่มันทึม ๆ แต่ว่าสุดท้ายมันไม่ได้มืด ก็ยังรู้สึกว่าสวยงามที่เราสัมผัสได้
CommonMove: คิดว่าภาษาหนังมีความแข็งแรงไหม สามารถไปต่อในเวทีภาพยนตร์ เป็นคนทำหนังแบบ Auteur ได้ไหม
Lee: ไปได้ มันเหมือนเป็นการทดลองของเขาอยู่ ด้วยการเล่าเรื่องแบบนี้ วิธีที่ถ่ายที่คล้ายสารคดีเหมือนกัน คือบันทึกมาแล้วให้นักแสดงอยู่ในพื้นที่แล้วทำการเคลื่อนไหวต่าง ๆ สุดท้ายเราก็มา Curate เอาช่วงตรงนั้นมาเสนอให้คนดูในหนัง ผมว่าธีมต่าง ๆ ก็จะมาตอนนั้น ตอนถ่ายผมว่าเขาคงแค่บอกว่า กินข้าวโพดให้อร่อยนะ หรือคงกำกับประมาณนั้น

CommonMove: เรื่องความยาวของหนัง มีการคุยกันตั้งแต่แรกไหม อย่างที่เล่าว่าฟุตเทจถ่ายมายาวมาก แต่เขาก็ให้อิสระในการเลือกใช้ได้เอง
Lee: คัตติ้งแรกยาวมาก น่าจะ 3-4 ชั่วโมงเลย เหมือนเรียงซีนมากกว่า แล้วค่อยมาดูด้วยกันว่าตรงไหนที่ควรจะเอาออก ไม่ต้องเก็บ จริง ๆ ก็เสียดายหลายซีนเหมือนกัน มันมีอะไรทีน่าสนใจเยอะ
CommonMove: ทำไมหลายซีนที่ว่าถึงไม่อยู่
Lee: ก็การทำงานด้วยกัน กับโปรดิวเซอร์ด้วย กับคนมาคอมเมนต์ บางทีก็จะไม่เข้าใจบางจุด รู้สึกว่าบางช่วงยาวไป อะไรแบบนี้ แต่ส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็นเรื่องไม่เข้าใจสถานการณ์บาสลีย์กับทีมฟุตบอล อย่างโปรดิวเซอร์ที่มาจากตะวันตกดูแล้วก็จะงงมาก บางทีก็สับสนว่าใครเป็นใคร อาจจะเป็นข้อเสียของ Co-production ก็ได้ ผมว่าบางทีมันต้องตัดเพื่อให้โปรดิวเซอร์ยุโรปดูแล้วไม่งง โปรดิวเซอร์เอเชียอาจจะรู้สึกว่ายาว แต่ไม่ได้งง
CommonMove: มีเกณฑ์ยังไง ใช้อะไรวัดว่าจากฟุตเทจยาว ๆ ทั้งหมด ที่เลือกตัดมาใช้เท่านี้คือพอแล้ว เป็นความยาวเป็นจังหวะที่คิดว่าพอดีแล้ว
Lee: อาจจะเป็นการลองผิดลองถูกนะ ค่อย ๆ ดู แต่ส่วนใหญ่ก็จะเลือกอย่างเช่นตอนอาบน้ำ ตอนทำกับข้าว อะไรพวกนี้ จะพยายามจริง ๆ ก็คือหาจุด Entry point กับตัว Exit point ของแต่ละช็อต เวลามันจะเชื่อมโยงกันก็จะมีผล ก็อยู่ที่การวางตำแหน่งในเฟรมนั้นว่าตัวละครอยู่ในไหน การกระทำอยู่ตรงไหนที่จะเชื่อมกับอีกเฟรมแล้วจะไหลลื่นได้ความหมายขึ้นมา แต่ก็อย่างที่บอกว่ามันเป็นการลองผิดลองถูก แล้วก็ดูว่ารู้สึกชอบ โอเค อันนี้รู้สึกยาว ก็ค่อย ๆ ปรับทีละช็อต

CommonMove: ในฐานะคนทำหนังที่ได้ร่วมโปรเจกต์ในภูมิภาคเอเชียหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มายาวนานหลายเรื่อง เห็นพัฒนาการทั้งเชิงเมสเสจการสื่อสารและเทคนิคยังไงบ้างไหม
Lee: มันก็มีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างนะ เรารู้สึกว่าสิ่งที่เปลี่ยนในทางที่ดีในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา คือการที่มีทุน Co-production ในแถบเอเชียมากขึ้น แต่เดิมเราก็จะมีแค่เกาหลี แต่ตอนนี้มี Purin ที่ไทย มีสิงคโปร์ มีของฟิลิปปินส์ มันก็เลยทำให้การทำ Co-production มี Co-producer ที่เป็นเอเชียได้มากขึ้น
แต่เดิมก็เป็น Co-producer ฝั่งยุโรปเป็นหลัก แล้วบางทีมันจะเกิดสถานการณ์ที่ผู้กำกับในบางประเทศพยายามพัฒนาโปรเจกต์ที่คิดว่ามันเข้าตาคนยุโรป มันก็สะท้อนสิ่งที่คนยุโรปอยากเห็นในบ้านเราในส่วนนึง ไม่ใช่ว่าเป็นการเหยียดหรือว่าอะไรอย่างนั้น แต่มันก็เป็นธรรมชาติที่เขาอยากเห็นสถานการณ์บางอย่าง ประเด็นบางอย่างที่ถูกสะท้อนออกมาจากหนังแต่ละประเทศที่เขาจะมาลงทุนหรือเอาไปฉาย แต่ผมรู้สึกว่าพอเป็น Co-producer ในเอเชียเอง เวลาคอมเมนต์ก็จะคนละแบบ
CommonMove: เป็นประเด็นที่โปรดิวเซอร์คุยกันอยู่ มันมีเรื่องที่มาของทุนที่จะทำให้เราจะรักษาตัวความครีเอทีฟ ทีนี้พอการ Co-production มันต้องไปใช้เงินที่นู่น ซึ่งมันก็เปิดโอกาสให้เราไปร่วมงานกับการทำงานต่างวัฒนธรรม แต่ขณะเดียวกันก็จะเกิดปัญหาอย่างที่ลีพูด แต่อย่างของลีคือเหว่ยเจี๋ยเขามีทุนของเขา มันเป็น Soft money ที่มามากพอ มันทำให้สามารถชวนลีมาทำงานได้โดยตรง
Lee: ใช่ ๆ ผมว่าบางทีมันก็ด้วยเรื่องแหล่งทุนที่ต้องไปตัดกับคนจากประเทศอื่น หรือต้องไปเลือกทำงานกับคนที่อาจจะมีตัวเลือกที่อยากทำด้วยมากกว่า ผมว่ามันก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะได้คนที่ดีที่สุดสำหรับโปรเจกต์นั้น
CommonMove: แล้วในด้านเมสเสจ คิดว่ามันพัฒนาไปในทางไหน มีอะไรที่คิดว่าโดดเด่น
Lee: คิดว่ามีความหลากหลายมากขึ้นนะ ในช่วงหลังนี่ โอเค บางประเทศเราจะยังเห็นหนังแบบสาวโรงงาน คนทำนา อะไรพวกนี้ แต่ผมรู้สึกว่าช่วงหลังผมจะเห็นแบบนี้จากภูมิภาคนี้น้อยลง แล้วก็จะเห็นแบบหนังของ Edwin เรื่อง Vengeance Is Mine, All Others Pay Cash ที่เป็นหนังพีเรียด เห็น Yuni เห็นชีวิตวัยรุ่นที่อินโดนีเซีย เห็นแบบเก่ง จักรวาล Anatomy of Time ก็จะย้อนยุค คอมมิวนิสต์
คือเราว่าอะไรพวกนี้มันเริ่มเปลี่ยนไป อะไรที่แปลกออกไป ของยศซี่ จริง ๆ ก็คงต้องให้เครดิตกับ เรย์มอนด์ (พัฒนวีรางกูล) กับ SEAFIC ในส่วนนี้ เพราะว่า SEAFIC ก็น่าจะมีแรงอิทธิพลในการขับเคลื่อนให้คนคิดอีกแนวนึงกับการทำโปรเจกต์ บวกกับช่วงที่เป็น Open Doors ที่โลคาร์โน
ผมว่า 2 อย่างนี้ในช่วง 5 ปีหลังน่าจะมีผลเยอะกับวิสัยทัศน์ในการพัฒนาโปรเจกต์ เพราะก่อนหน้านี้ผมว่าจะเป็นแบบ โปเจกต์ไปเข้า Market ต่าง ๆ อะไรแบบนี้ แต่ว่าผลตอบรับที่ได้ก็จะมาจากโปรดิวเซอร์เดิม ๆ จากยุโรป แต่ไม่ได้ Depth เหมือนการเข้าแล็บอะไรพวกนี้


