ชวนทำความรู้จัก “เลอ บาว” คนทำหนังคลื่นลูกใหม่จากเวียดนาม ผู้เริ่มต้นสนใจในศาสตร์ภาพเคลื่อนไหวจากการนั่งมองวิวผ่านหน้าต่างของบ้านกลางนครโฮจิมินห์
Lê Bảo หรืออ่านด้วยสำเนียงไทยแบบง่าย ๆ ว่า เลอ บาว อาจไม่ใช่คนทำหนังที่ชื่อคุ้นหูในหมู่คนไทยนัก เขาเกิดปี 1990 ในพื้นที่ที่เขาเองเรียกว่า “พื้นที่ด้อยพัฒนา” กลางนครโฮจิมินห์ ด้วยที่ตั้งของบ้านอยู่ติดริมแม่น้ำและเรียงรายติดกับบ้านหลังอื่น สิ่งท่ีทำให้เขารู้สึกใกล้ชิดกับ “ภาพเคลื่อนไหว” มาตั้งแต่วัยเด็กก็คือการนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างเล็ก ๆ เฝ้าสังเกตผู้คนในระแวกบ้านริมน้ำด้วยกัน
ที่จริงมันอาจไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยตั้งใจ เพราะการนั่งมองผู้คนระแวกบ้านที่ว่ามันคือกิจกรรมคั่นเวลาขณะเขารอพ่อแม่กลับจากที่ทำงานมากกว่า แต่อย่างไรกิจกรรมง่าย ๆ เช่นนี้เองที่กลายเป็นการสั่งสมบ่มเพาะวิธีคิด วิธีมองโลก ทำให้เด็กชายเลอ บาว ได้กลายเป็นคนทำหนังที่ผลงานของเขาเต็มไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัว

เมื่อพูดถึงแนวทางของผลงานที่ปรากฏ หลายเสียงจากผู้ชมที่เคยดู ไม่ว่าจะหนังสั้นเรื่องก่อนหน้าหรือหนังยาวเรื่องแรกของ เลอ บาว นั้นอาจตั้งข้อสงสัยว่าเขาได้รับอิทธิพลจากหนังของผู้กำกับชื่อดังคนนู้นคนนี้มาหรือไม่อย่างไร ชื่อที่ถูกเอ่ยขึ้นมาก็มี เช่น Pedro Costa หรือ Tsai Ming-Liang เป็นต้น
แต่สิ่งที่เขาย้ำอย่างหนักแน่นเสมอว่าส่งอิทธิพลกับเขาจริง ๆ คือ “ความทรงจำ” เกี่ยวกับผู้คนและสภาพแวดล้อมระแวกบ้านที่เขาใช้ชีวิตและเติบโตขึ้นมา รวมถึงเหล่ากิจกรรมคั่นเวลาที่ทำให้ได้ทอดสายตาไปยังใบหน้าของผู้คน มองเห็นการเคลื่อนไหว ความรู้สึก สีสัน และรับรู้ได้ถึงกลิ่น เฉกเช่นเดียวกับเมื่อวัยเด็ก
“มันยากเหมือนกันครับที่จะตอบเรื่องนี้ โปรดิวเซอร์กับผมเคยคุยกันเรื่องนี้แต่ก็หาคำตอบไม่ได้นัก คือผมพึ่งรู้จัก Pedro Costa ช่วงก่อนถ่ายเรื่อง Taste นี่เอง ถ้าจะถามว่าอะไรที่มีอิทธิพลกับความคิดมุมมองของผมจริง ๆ ผมคิดว่ามันคือไซง่อน สถานที่ที่ผมอยู่อาศัยและเติบโตขึ้นมานี่แหละครับ” เลอ บาว เล่าถึงสิ่งที่เป็นอิทธิพลในการทำหนังของเขา
แต่ใช่ว่าจะไร้สื่อบันเทิงใดเลยที่อยู่ในความทรงจำของคนทำหนังคนนี้ ย้อนไปเมื่อปี 1997 มีละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่งที่เขาเติบโตมาด้วยและยังอยู่ในความทรงจำของเขามาเสมอ คือละครที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Song of the South หรือชื่อในภาษาเวียดนามคือ Đất phương Nam ซึ่งหากแปลตรงตัวจะได้ความหมายว่า ดินแดนทางใต้ (IMDB link) มันเล่าเรื่องชีวิตประจำวันของผู้คนทางตอนใต้ของเวียดนามในขณะที่อยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส ซึ่งภาพชีวิตประจำวันทั่วไปนี้เองที่ตรึงตาตรึงใจและทรงพลังอย่างมากสำหรับ เลอ บาว
ราว 10 กว่าปีถัดมา เมื่อคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึงได้อย่างแพร่หลาย สองสิ่งนั้นได้กลายเป็นเหมือนสะพานเชื่อมต่อจากพื้นที่ด้อยพัฒนาไปสู่โลกของภาพยนตร์นานาชาติ เลอ บาว ไม่ใช่คนทำหนังที่จบการศึกษาจากโรงเรียนสอนภาพยนตร์ เขาไม่ได้ผ่านการเรียนวิธีการสร้างภาพยนตร์อย่างเป็นเรื่องเป็นราวมาก่อน
การเรียนรู้ของเขามาจากการนั่งดูหนังต่างประเทศหลากเรื่องหลายแนวผ่านจอคอมพิวเตอร์ นี่เองที่ทำให้การรับรู้ของเขาต่อโลกภาพยนตร์ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในกรอบของวิธีคิดหรือเทคนิคการถ่ายทำตามที่มีบัญญัติกันไว้ก่อนหน้า แต่ล้วนเป็นการเปิดกว้างต่อความหลากหลายที่มีในโลกภาพยนตร์ด้วยสัมผัสส่วนตัวและประสบการณ์ต่าง ๆ ที่สั่งสมมา

แล้วมันก็เริ่มผลิดอกออกผล เลอ บาว ได้เริ่มทำหนังสั้นของตัวเองเป็นครั้งแรกเมื่อเขาอายุ 20 ปี ด้วยการขอยืมกล้องตัวเก่าจากเพื่อนมาใช้ถ่ายทอดเรื่องราวในหัวสู่ภาพเคลื่อนไหว มันเป็นเรื่องราวของพ่อลูกคู่หนึ่งในชนบทของเวียดนาม ลูกชายที่อยากพาพ่อไปบำบัดอาการติดยา ขณะเดียวกันก็ต้องนำ “ลูกหมู” ตัวหนึ่งที่เลี้ยงไว้ไปขายสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการบำบัดของพ่อ ฟังดูเป็นการผจญภัยผสมกลิ่นดรามาที่พอจะนึกภาพกันออก แต่เพียงหากได้ชมก็คงจะตะลึงกับท่วงท่าลีลาที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครตั้งแต่งานชิ้นแรก
อาจฟังแล้วน่าเห็นอกเห็นใจเพราะกว่าหนังจะเสร็จสมบูรณ์ก็ใช้เวลากว่า 2-3 ปีในการแบ่งการถ่ายทำออกเป็นหลายช่วง สาเหตุของการต้องแบ่งเช่นนี้ก็เนื่องด้วยเขาไม่ได้มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการถ่ายทำอย่างต่อเนื่องในรอบเดียว แต่ในที่สุด Coal หนังสั้นเรื่องแรกของ เลอ บาว ก็เสร็จสิ้นในปี 2013 แม้จะไม่ได้มีโอกาสออกฉายตามเทศกาลต่าง ๆ นั่นก็เพียงเพราะโอกาสการเข้าถึงที่ไม่ได้กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ของคนทำหนังเท่านั้น หากแต่ไม่ได้เป็นเกณฑ์ชี้วัดหรือขัดขวางความโดดเด่นของหนังเลย
“ที่จริงผมไม่ได้มีทุนสำหรับทำหนังอยู่ก่อน ผมเลยต้องเลือกที่จะแบ่งช่วงการถ่ายทำออกเป็นหลายช่วง กว่ามันจะเสร็จในที่สุดก็ใช้เวลาตั้ง 2-3 ปี ระหว่างการทำหนังเหล่านี้มันเลยเป็นช่วงที่ผมอารมณ์อ่อนไหวมากด้วยน่ะครับ แต่ยังไงคือมันก็ช่วยเรื่องการฝึกความอดทนอยู่เหมือนกันครับ” เลอ บาว เล่าถึงความทรงจำเมื่อครั้งทำหนังสั้นเรื่องแรก
ในปี 2014 หลังจากหนังสั้นเรื่องแรกเพียงปีเดียว เขาได้ทำหนังสั้นออกมาอีกเรื่อง Scent เป็นเรื่องราวของสาวตั้งครรภ์คนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเรือ เธอได้พบกับสาวไร้บ้านอีกคนที่อยู่แถวหมู่บ้านริมแม่น้ำ ก่อนจะเกิดเป็นความรู้สึกบางอย่างซึ่งยากจะอธิบายขึ้น
การทำหนังของเขามีขั้นตอนหนึ่งที่พิเศษและอาจจะแปลกจากคนทำหนังคนอื่นอยู่บ้าง เนื่องด้วยบุคลิกเขาเป็นคนค่อนข้างพูดน้อย บวกกับอาการติดอ่างที่ยิ่งทำให้เมื่อต้องอธิบายสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วจะยิ่งกลายเป็นความยากขึ้นมาอีก
เลอ บาว ใช้วิธีการทำงานด้วยภาพสเกตช์ร่วมกับศิลปินในการช่วยถ่ายทอดออกมาเป็นภาพที่อธิบายถึงเนื้อหาโดยรวม แนวทาง และสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ ก่อนจะใช้ภาพเหล่านี้ไปประกอบการทำงานกับทีมงานฝ่ายต่าง ๆ และภาพสเกตช์ที่เขาบรรจงร่างขึ้นมานี้เอง ที่นำพาการสนับสนุนอุปกรณ์การถ่ายทำจากบริษัทผลิตภาพยนตร์แห่งหนึ่งที่เห็นถึงวิสัยทัศน์ และได้ช่วยให้ผลงานชิ้นที่สองของเขาสำเร็จออกมาได้
หนังสั้นเรื่อง Scent นี้ด้วย ที่เป็นก้าวแรกในการเชื่อมต่อ เลอ บาว จากคนทำหนังบ้าน ๆ ที่ไม่รู้จักใครในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ สู่การเริ่มเป็นที่รู้จักในเวทีเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ Scent ร่วมฉายและได้รางวัล Golden Heart จากเทศกาล Yxine Film Fest ปี 2014 ได้ฉายในเทศกาล Singapore International Film Festival ปี 2015 จนไปเข้าตาหนึ่งในผู้จัดโปรแกรมของเทศกาล Lai Weijie กลายเป็นความประทับใจในเสน่ห์อันยากจะอธิบายได้ และช่วงเวลานั้นเอง อีกโปรเจคเล็ก ๆ ที่เขากำลังพัฒนาควบคู่ไปด้วย Taste ก็ได้รับรางวัลจากการประกวด Yxine Pitch Fest 2014 เวทีเดียวกับที่หนังสั้นเรื่องล่าสุดของเขาได้รางวัลด้วย

ขณะที่เขากำลังซุ่มพัฒนาโปรเจคที่ได้รับรางวัลมา เวลาเองก็พัดโอกาสเข้ามาให้เขาได้ทำหนังสั้นอีกเรื่องหนึ่ง เมื่อ Astro บริษัทช่องโทรทัศน์ดาวเทียมสัญชาติมาเลเซีย กำลังมีโครงการที่จะให้ทุนกับคนทำหนังรุ่นใหม่เพื่อทำ “หนังรักวัยรุ่น” จึงได้ติดต่อผ่าน Lai Weijie มาเพื่อชักชวน เลอ บาว ให้เข้าร่วมโครงการนี้ แม้ผลงานที่ผ่านมาของเขาอาจไม่ตรงกับเป้าหมายของโครงการนัก แต่ทางบริษัทเองก็ยังหนักแน่นกับการชวนคนทำหนังรุ่นใหม่คนนี้ให้ได้ลองทำ “หนังรักวัยรุ่น” ในแบบของเขาอยู่ดี
ที่สุดแล้วในปี 2019 จึงมี Unconsoled หนังสั้นเรื่องที่สามของ เลอ บาว ซึ่งว่าด้วยครอบครัวแม่ลูกในบ้านหลังเล็กบนพื้นดินสีฟ้ากับม้าตัวหนึ่ง และบรรยากาศของความเศร้าโศกหลังสูญเสียสมาชิกในครอบครัว
“ตอนนั้นช่อง Astro มีโครงการให้คนทำหนังรุ่นใหม่ไปทำหนังหัวข้อ ‘เรื่องรักวัยรุ่น’ เขาเลยชวน บาว ว่าอยากให้ไปร่วมทำหนังในโครงการนี้ด้วย ผมเลยต้องถามพวกเขาก่อนเลย ‘พวกคุณเลยดูหนังของเขาใช่ไหม คุณแน่ใจหรือเปล่าว่าเขาคือคนที่คุณกำลังตามหา (ขำ)’ พอพวกเขาบอกว่าเคยและยังยืนกรานว่าอยากให้ บาว มาร่วมโครงการนี้ ผมเองก็เห็นว่าน่าสนใจครับ มันเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ทำหนังสั้นไปด้วยในระหว่างที่กำลังพัฒนาโปรเจคอยู่”
ในเวลาไล่เลี่ยกัน โปรเจค Taste ของเขาที่ได้ Lai Wejie มาเป็นผู้อำนวยการสร้าง ก็ถูกรับเลือกให้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนการผลิตภาพยนตร์จากหลายสถาบันภาพยนตร์ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่ Southeast Asian Film Lab ที่ประเทศสิงคโปร์ TorinoFilmLab ที่ประเทศอิตาลี และ Cinéfondation L’atelier ที่ประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น
และในที่สุด Taste หนังยาวเรื่องแรกของ เลอ บาว ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาล Berlin International Film Festival ปี 2021 และได้รับรางวัล Special Jury Prize ในสาย Encounters ซึ่งเป็นสายประกวดสำหรับภาพยนตร์เชิงทดลองเพื่อค้นหาภาษาภาพยนตร์ที่แปลกใหม่อีกด้วย


