“การทดลองในหนังที่ผ่านมา รวมถึงพญาโศกพิโยคค่ำ มีแนวคิดเดียวกันคือการใช้ระบบของการหาข้อมูล ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทำเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งการหาข้อมูลที่ว่านี้คือการหาคอนเซ็ปต์หรือธีม เริ่มจากหาอารมณ์ที่เป็นแก่นกลางของเนื้อเรื่อง ที่ผ่านมาผมพยายามหาอารมณ์ร่วมด้วยการพาความคิดตัวเองไปอยู่ในโซนนั้นๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะได้จากงานดนตรีที่คิดว่าเหมาะสมกับตัวงาน
ตอนเขียนบทหรือตอนที่จะทำให้พญาโศกพิโยคค่ำเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ผมฟังเพลงของศิลปินหลายคนมาก ส่วนใหญ่แล้วเน้นไปที่ความหนักแน่นของจังหวะ ระยะเวลาในเพลงที่ยืดเยื้อจนรู้สึกว่าเพลงดูอืด มีการหน่วงคอร์ดให้ดูหนักแน่น เพราะผมต้องการเสียงที่ทำให้รู้สึกถึงการกดทับ มีจังหวะที่เป็นเผด็จการ เครื่องดนตรีที่นักดนตรีเอามาใช้ จึงมีความอัดอั้นอยู่มาก ต่อมาผมก็จะรวบรวมเพลงเหล่านั้นเป็นเซ็ท แล้วฟังเพลงเหมือนสะกดจิตตัวเองให้เข้าใจตัวหนัง เพื่อให้ตัวงานเชื่อมโยงกับอารมณ์โดยใช้สัญชาตญาณ สุดท้ายแล้วรีเสิร์ชที่หามามันคือเรื่องรอง อารมณ์มาก่อนตรรกะของเรื่อง
การที่ผมเรียนรู้การทำหนังทดลองมาก่อน ผมพบว่าสิ่งที่เชื่อมตัวผมกับคนดูคือสิ่งที่ไม่ต้องสื่อสารแบบตรงไปตรงมา แล้วใช้ความรู้สึกแทน สิ่งนี้ทำให้งานของผม แม้จะผ่านมาแล้ว 10 ปี พอกลับมาดู ผมก็ยังรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไร้กาลเวลาอยู่ และงานก็ยังถูกเอามาแสดงเรื่อยๆ เพราะมันมีความเป็นนามธรรมที่เชื่อมโยงกับส่ิงที่เรียกว่า Primal Instinct หรือ สัญชาตญาณที่เกิดขึ้นทันทีในเวลานั้น
ขณะที่ผมเป็นคนทำงาน ผมก็เป็นคนดูด้วยในเวลาเดียวกัน สิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับผมเลยเป็นการที่พอผมกลับมาดูงานของตัวเองแล้วยังรู้สึกถึงความสดใหม่ ไม่ล้าสมัย ไม่น่าเบื่อไปตามเวลา สิ่งพวกนี้จึงเป็นแรงผลักดันในการออกแบบฟอร์มให้กลายเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหนัง”
– ไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์


